เคยเป็นมั้ยครับ… เดินอยู่แถวนิมมาน เชียงใหม่ เหนื่อยๆ ร้อนๆ อยากหาที่นั่งจิบอะไรสักแก้วแบบไม่ต้องเจอบรรยากาศวุ่นวาย แล้วก็ไม่อยากเข้าร้านแบบที่ต้องแต่งตัวจัดเต็ม แต่ก็อยากได้อะไรที่มัน "ดี" กว่าการนั่งดื่มเบียร์ข้างทางนิดนึง… ถ้าเคย ผมมีคำตอบให้ครับ
Lobbyist Nimman บาร์ที่ซ่อนตัวอยู่ในล็อบบี้ของโรงแรม Nimman Mai Design Hotel ชั้น 1 นี่แหละ ชื่อก็บอกแล้วว่า Lobbyist — มันคือ "คนล็อบบี้" จริงๆ ครับ ฮ่าฮ่า แต่เอาจริงๆ พอเดินเข้าไปแล้วมันไม่ได้รู้สึกเหมือนล็อบบี้โรงแรมเลย มันรู้สึกเหมือนหลุดเข้าไปในโอเอซิสกลางทะเลทรายมากกว่า แสงสีม่วงอมชมพูอบอุ่น โซฟานุ่มๆ ซุ้มประตูสไตล์อาหรับ ผมเดินเข้าไปแล้วเกือบลืมว่าตัวเองอยู่เชียงใหม่ นึกว่าอยู่มาราเกชประมาณนั้น
ที่เด็ดคือคอนเซ็ปต์ค็อกเทลของที่นี่ครับ… เขาทำ Signature Drinks ที่ได้แรงบันดาลใจจาก 9 ประเทศบนเส้นทางสายไหม ตั้งแต่ญี่ปุ่นยันอียิปต์ แต่ละแก้วมี Storytelling มา pop-up menu น่ารักๆ ให้อ่านเรื่องราวก่อนจิบ… ผมนี่นั่งอ่านเมนูอย่างเดียวก็สนุกแล้ว ยังไม่ทันได้ดื่มเลยนะ Google ให้ 4.9 จาก 137 รีวิว… ตัวเลขแบบนี้ ไม่ไปลองก็บาปครับ

บรรยากาศโอเอซิสม่วงๆ ที่นั่งแล้วไม่อยากลุก
พูดตรงๆ เลยนะครับ ผมเข้าบาร์มาเยอะ แต่ไม่ค่อยมีที่ไหนที่ "จัด" บรรยากาศได้ครบแบบนี้ เดินเข้าไปปุ๊บ แสงสีม่วงอมชมพูกระทบกับผนังซุ้มโค้งสไตล์โมร็อกโก มีโคมไฟแขวนห้อยลงมาแบบที่ถ่ายรูปแล้วสวยทุกมุม โซฟาหนังสีส้มอุ่นๆ นุ่มขนาดที่นั่งลงไปแล้วรู้สึกเหมือนตัวเองจมหายไปในความสบาย… แบบ นี่ฉันมานั่งดื่มหรือมานอนวะ?
ต้องบอกว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่โซนเดียวนะครับ มีทั้งเคาน์เตอร์บาร์สำหรับคนที่ชอบนั่งคุยกับบาร์เทนเดอร์ (ซึ่งน่ารักและเป็นกันเองมากๆ) แล้วก็มีมุมบูธผ้าม่านกำมะหยี่สีม่วงสำหรับคนที่อยากได้ความ private หน่อย… เหมาะกับพา date มาเลย บอกเลยว่าคะแนนเพิ่มแน่ๆ ครับ
อีกอย่างที่ชอบคือเสียงเพลง ไม่ได้เปิดดังจนต้องตะโกนคุยกัน แต่ก็ไม่ได้เงียบจนเหงา มัน mellow พอดีๆ แบบที่นั่งจิบค็อกเทลแล้วรู้สึก… โลกช้าลง ตรงกับที่เขาบอกว่าเป็น Safe Zone สำหรับคนเมืองเหนื่อยๆ จริงๆ ครับ

ค็อกเทลสายไหม 9 ประเทศ — จิบแก้วเดียวเหมือนได้ไปเที่ยว
นี่คือสิ่งที่ทำให้ Lobbyist ต่างจากบาร์ทั่วไปแบบชัดเจนครับ เขาไม่ได้ทำค็อกเทลแล้วตั้งชื่อเท่ๆ เฉยๆ แต่ทุกแก้วมี Storytelling เบื้องหลัง ได้แรงบันดาลใจมาจาก 9 ประเทศบนเส้นทาง Silk Road ตั้งแต่ญี่ปุ่น จีน อินเดีย ไปจนถึงอิตาลี อียิปต์… แต่ละแก้วใช้ส่วนผสมเด่นๆ ของประเทศนั้นๆ มาผสมผสานเป็นค็อกเทลในแบบของตัวเอง
ที่เจ๋งกว่าคือเขามี pop-up menu ทำมาสวยมากๆ ครับ เปิดอ่านแล้วรู้สึกเหมือนได้อ่านหนังสือท่องเที่ยวฉบับย่อ มีเรื่องราวของแต่ละประเทศ มีส่วนผสม มีเหตุผลว่าทำไมถึงเลือกใช้วัตถุดิบนั้นๆ… ไม่ใช่แค่สั่งดื่ม แต่มันคือ "ประสบการณ์" จริงๆ แหละ ฟังดูเว่อร์มั้ยครับ? แต่พอได้ไปลองจะเข้าใจเอง
ใครสายคอนเซ็ปต์ สาย Storytelling หรือแม้กระทั่งคนที่ไม่ค่อยดื่ม แต่อยากลองอะไรใหม่ๆ… ที่นี่ตอบโจทย์หมดครับ เพราะทุกเมนูสามารถทำเป็น mocktail ได้ด้วย! เอาจริงๆ แค่นั่งอ่านเมนูก็คุ้มค่าเดินทางแล้วนะ

Yuzu Martini — แก้วนี้แหละที่ต้องสั่ง
ถ้าถามว่ามาแล้วต้องสั่งอะไร… Yuzu Martini ครับ ไม่ต้องคิดเยอะ สั่งมาเลย ไม่ผิดหวัง
แก้วนี้ได้แรงบันดาลใจจากญี่ปุ่น ด้านบนมีโฟมฟูๆ สีขาวที่เขาบอกว่าทำให้ดูเหมือนภูเขาไฟฟูจิ… ซึ่งก็ต้องยอมรับว่ามันเหมือนจริงๆ อ่ะนะ ถ่ายรูปสวยด้วย รสชาติก็จัดมาก! ยูซุหอมสดชื่นแบบที่พอเข้าปากแล้วรู้สึกตื่น ไม่ใช่แบบเปรี้ยวจนหน้าเบี้ยวนะครับ แต่เป็นความสดที่ลงตัว มีความ citrus นิดๆ ซ่อนอยู่ในโฟม
เขาแนะนำให้ดื่มเต็มคำเลยนะครับ อย่าจิบทีละนิด… ให้โฟมกับเนื้อค็อกเทลเข้าปากพร้อมกัน แล้วจะได้รสชาติที่ครบจริงๆ ผมลองแล้ว… อืม จะบอกว่ามันแรงแบบเนียนๆ ดื่มง่ายจนลืมตัวว่ามีแอลกอฮอล์อยู่ข้างในเนี่ย อันตรายมากครับสำหรับคนดื่มไม่เก่ง แต่ก็เลยทำให้มันเป็นค็อกเทลที่ใครก็เข้าถึงได้ ไม่ต้องเป็นสายดื่มตัวยงก็สนุกกับแก้วนี้ได้
ราคาอยู่ในเรนจ์ประมาณ 300-400 บาท ซึ่งสำหรับค็อกเทลที่ craft มาขนาดนี้ บวกบรรยากาศบวกเรื่องราว… คุ้มครับ คุ้ม

Pharaoh’s Punch — สายกุหลาบต้องร้องกรี๊ด
อีกแก้วที่สั่งมาแล้วต้องบอกว่า… โอ้โห สวยก่อนเลยครับ! Pharaoh’s Punch ค็อกเทลที่ได้แรงบันดาลใจจากอียิปต์ เสิร์ฟมาในแก้วใสตกแต่งด้วยกลีบกุหลาบ ดูแล้วเหมือนงานศิลปะมากกว่าเครื่องดื่ม ราคา 380 บาท ส่วนผสมมีจิน กุหลาบ กระวาน แอปเปิ้ล น้ำผึ้ง และมะนาว
พอยกขึ้นมาจ่อจมูก… กลิ่นกุหลาบชัดมากครับ หอมละมุนแบบที่ไม่ได้เหมือนน้ำหอม แต่เป็นกลิ่นกุหลาบธรรมชาติที่ผสมกับกระวานได้อย่างลงตัว จิบเข้าไปแล้วรู้สึกสดชื่น มีความ dry นิดๆ ไม่หวานจนเลี่ยน เหมาะกับคนที่ชอบค็อกเทลที่ไม่หนักมาก แต่ซับซ้อนพอให้นั่งจิบแล้วค่อยๆ แกะรสชาติไปเรื่อยๆ
ที่ผมชอบคือมันมี layer ครับ จิบแรกได้กุหลาบ จิบต่อมาเริ่มรู้สึกถึงน้ำผึ้งอ่อนๆ แล้วปิดท้ายด้วยมะนาวที่ตัดรสได้พอดี… เป็นแก้วที่นั่งดื่มช้าๆ แล้วมีความสุขครับ ใครเป็นสายดอกไม้ สายหอมๆ ต้องลองแก้วนี้ไม่ผิดหวังแน่นอน

Mala Dynasty กับ Italian Sorbet — สองขั้วที่ต้องลองทั้งคู่
ถ้ามากันสองคน ผมแนะนำให้สั่ง Mala Dynasty กับ Italian Sorbet มาคนละแก้วแล้วแลกกันชิมครับ เพราะมันเป็นสองขั้วที่ตรงข้ามกันสุดๆ แต่ดีทั้งคู่!
Mala Dynasty ได้แรงบันดาลใจจากจีน… ใช่ครับ หมาล่าในค็อกเทล! ฟังดูบ้ามั้ย? แต่มันเวิร์คมากๆ กลิ่นสมุนไพรนำ พอจิบเข้าไปจะรู้สึกถึงความ spicy ของหมาล่าแบบชัดๆ แต่ไม่ได้เผ็ดจนทรมาน เป็นความร้อนที่ค่อยๆ ไล่มาจากคอ… สำหรับสายที่ชอบอะไรท้าทายรสชาติ แก้วนี้คือคำตอบ ผมสั่งมาแล้วนั่ง "ว้าว" อยู่คนเดียวเลยครับ
ส่วน Italian Sorbet นี่ตรงข้ามเลย หวานละมุนเหมือนไอศกรีมสมูทตี้ ดื่มง่ายมากๆ แบบที่สาวๆ จะชอบ (ผู้ชายก็ชอบนะ อย่าเสแสร้ง) รสชาติซ่อนความแรงไว้เนียนมาก ดื่มสองสามอึกแล้วค่อยรู้ตัวว่า… เอ๊ะ มึนนิดๆ แฮะ อันตรายแบบน่ารักครับ ถ้าให้เปรียบเทียบ Mala Dynasty คือเพื่อนที่ชวนไปผจญภัย ส่วน Italian Sorbet คือเพื่อนที่ชวนไปพักร้อน ดีคนละแบบ สั่งมาทั้งคู่เลย

บาร์เทนเดอร์เป็นกันเอง ถามอะไรได้หมด
อีกอย่างที่ทำให้ผมประทับใจ Lobbyist มากคือ… คน ครับ บาร์เทนเดอร์ที่นี่ไม่ได้ยืนนิ่งทำหน้าเท่ๆ แบบบาร์บางที่ (รู้ว่าพูดถึงใคร) แต่เป็นกันเองมากๆ ยิ้มแย้ม พร้อมแนะนำเมนู พร้อมเล่าเรื่องราวของแต่ละแก้ว
ผมถามว่าแก้วไหนขายดีสุด แก้วไหนเหมาะกับคนที่ไม่ค่อยดื่ม แก้วไหนแรง… น้องตอบได้หมดเลยครับ แถมยังแนะนำให้ขอดู pop-up menu ด้วย ซึ่งผมเกือบพลาดไปแล้ว! เมนูนี้ทำมาสวยมาก เล่าเรื่องราวของแต่ละค็อกเทลพร้อมรายละเอียดส่วนผสม อ่านแล้วสนุกเหมือนอ่านนิตยสารท่องเที่ยว
แล้วที่ชอบคือเขาไม่ได้ push ให้สั่งเยอะๆ นะครับ สั่งแก้วเดียวนั่งชิลก็ไม่มีใครมาทำหน้าเบื่อ… อันนี้สำคัญมากสำหรับบาร์ เพราะบางทีเข้าบาร์แล้วรู้สึกเหมือนต้องสั่งตลอดเวลาไม่งั้นจะโดนไล่ ที่นี่ไม่มีแบบนั้นเลย มันเป็น chill zone จริงๆ ตรงตามคอนเซ็ปต์ที่เขาบอกว่าเป็น Safe Zone สำหรับคนเมือง ถูกใจผมมากครับ
มุมนั่งเยอะ ถ่ายรูปสวยทุกมุม
สำหรับสายถ่ายรูป… ที่นี่คือสวรรค์เลยครับ ไม่ได้พูดเกินจริง แสงสีม่วงชมพูที่เขาจัดมามันลงตัวมากจนถ่ายมุมไหนก็สวย ไม่ต้องแต่งรูปเยอะ เปิดกล้องถ่ายเลย ได้เลย
มีหลายโซนให้เลือกนั่งนะครับ ถ้าชอบนั่งเคาน์เตอร์บาร์ก็ได้ฟีลแบบ bartender show ดูเขาทำค็อกเทลไปด้วย ถ้าอยากส่วนตัวหน่อยก็มีมุมบูธหนังสีส้มรูปโค้งที่มีผ้าม่านกำมะหยี่สีม่วงกั้น… พูดตรงๆ นะครับ มุมนี้โรแมนติกมาก เหมาะพา date มาสุดๆ แล้วก็มีโซนโซฟานุ่มๆ สำหรับคนที่มาเป็นกลุ่มเพื่อนด้วย
ซุ้มประตูลายฉลุสไตล์อาหรับที่เป็น signature ของร้าน ถ่ายรูปออกมาแล้วเหมือนอยู่ต่างประเทศเลยครับ เพื่อนผมเห็นรูปใน IG แล้วถามว่าไปเที่ยวไหนมา… ก็นิมมานนี่แหละครับ แต่บรรยากาศมัน transport ไปไกลกว่านั้นเยอะ ใครอยากได้คอนเทนต์สวยๆ ลง social ที่นี่ตอบโจทย์สุดๆ

มีอาหารด้วยนะ ไม่ใช่แค่ดื่มอย่างเดียว
หลายคนอาจคิดว่า Lobbyist เป็นบาร์ล้วนๆ มีแต่ค็อกเทล… แต่เปล่าครับ ที่นี่มีอาหารด้วย! และไม่ใช่อาหารแบบขอไปที นะ มีจานญี่ปุ่นสไตล์อิซากายะมาให้ทานคู่กับค็อกเทลด้วย
ผมเห็นโต๊ะข้างๆ สั่งมา มีถั่วแระญี่ปุ่น (edamame) เกี๊ยวซ่านึ่ง เบคอนม้วน พร้อมซอสจิ้ม… บอกเลยว่าหน้าตาน่ากินมาก กลิ่นหอมลอยมาถึงโต๊ะผม ต้องสั่งตามเลยครับ! อาหารพวกนี้กินคู่กับค็อกเทลแล้วมันลงตัวมากๆ โดยเฉพาะพวกเบคอนม้วนกับ Mala Dynasty นี่คือ combo ที่ต้องลอง
ถ้ามาแบบยังไม่ทานข้าว ก็สั่งอาหารมากินที่นี่ได้เลยไม่ต้องไปหาร้านอื่นก่อน สะดวกดีครับ ไม่ต้องนั่งดื่มท้องว่างแล้วมึนเร็ว (ประสบการณ์ตรง พูดจากใจ…) รวมแล้วราคาอาหารก็ไม่แพง อยู่ในเรนจ์ที่ยอมรับได้สำหรับบาร์ระดับนี้ครับ ถือว่าคุ้มค่ากับบรรยากาศและรสชาติ

เปิดตั้งแต่บ่ายสามถึงเที่ยงคืน — Happy Hour ยาวๆ
อีกอย่างที่ชอบมากคือเวลาเปิดครับ Lobbyist เปิดตั้งแต่บ่าย 3 โมงเลย! ใช่ครับ บ่ายสามโมง ในขณะที่บาร์ส่วนใหญ่เปิด 5-6 โมงเย็น ที่นี่เปิดก่อน ก็เพราะมันอยู่ในโรงแรมไงครับ จะแวะมาจิบค็อกเทลตอนบ่ายๆ หลังเที่ยวเสร็จก็ได้ ไม่ต้องรอจนค่ำ
สำหรับคนที่ชอบนั่งชิลตอน early evening แบบยังไม่มืด บรรยากาศช่วงบ่ายๆ เย็นๆ ของที่นี่ก็ดีอีกแบบนึงครับ คนยังไม่เยอะมาก นั่งสบายๆ อ่าน pop-up menu ไปเรื่อยๆ จิบค็อกเทลช้าๆ… มันเป็น mellow vibe ที่หาที่ไหนไม่ค่อยได้ในย่านนิมมาน
ปิดเที่ยงคืนครับ ก็ถือว่าพอดีๆ ไม่ดึกเกินไป เหมาะกับคนที่อยากมาดื่มสักสองสามแก้วแล้วกลับไปพักผ่อนต่อ เปิดทุกวันด้วยนะครับ ไม่มีวันหยุด จะมาวันไหนก็ได้ ไม่ต้องกลัวเดินทางมาแล้วร้านปิด… ซึ่งเคยเจอมาแล้ว เซ็งมากครับตอนนั้น

เหล้าบนชั้นเยอะมาก สายค็อกเทลร้องว้าว
สิ่งที่ทำให้ผมรู้ว่าบาร์นี้จริงจังกับเรื่องเครื่องดื่มมากๆ คือ… ชั้นวางเหล้าครับ! เดินเข้าไปแล้วมองชั้นวางด้านหลังเคาน์เตอร์ มีตู้โค้งมีไฟส่องสว่าง เรียงขวดไว้หลากหลายยี่ห้อ เห็น Don Julio, Monkey Shoulder, Tanqueray, Hendrick's, Campari, Belvedere… แค่เห็นก็รู้แล้วว่าที่นี่ stock มาอย่างดี ไม่ใช่บาร์ที่มีเหล้าสามสี่ขวดแล้วเรียกตัวเองว่า craft cocktail bar
แก้วไวน์เรียงอยู่ชั้นบนสุดสวยงาม ตู้เครื่องดื่มเย็นก็มี… ถ้าใครไม่อยากดื่มค็อกเทลก็มีตัวเลือกอื่นให้อีกเยอะ จะสั่งวิสกี้เดี่ยวๆ จิน โทนิค หรือไวน์ก็ได้หมด
ที่เจ๋งกว่าคือบาร์เทนเดอร์สามารถ custom ค็อกเทลให้ตามชอบได้ด้วยนะครับ ถ้าบอกว่าชอบรสชาติแบบไหน อยากได้ spirit อะไร เขาก็จัดให้ได้… นี่แหละคือข้อดีของบาร์ที่มี stock ครบและมีฝีมือจริง ไม่ใช่แค่ทำตามสูตร แต่สร้างสรรค์ได้ตามใจลูกค้าด้วยครับ

ติดต่อและข้อมูลร้าน
- ชื่อร้าน: Lobbyist Nimman
- ที่อยู่: 1st floor, Nimman Mai Design Hotel, Suthep, Muang, Chiang Mai 50200, Thailand
- เบอร์โทร: +66 53 400 567
- เวลาเปิด-ปิด: ทุกวัน 15:00–00:00 (บ่ายสามถึงเที่ยงคืน)
- Google Maps
สรุปสั้นๆ เลยนะครับ Lobbyist Nimman คือบาร์ที่ผมจะกลับไปอีกแน่ๆ… ไม่ใช่แค่เพราะค็อกเทลอร่อย แต่เพราะ "ทุกอย่าง" มันลงตัว บรรยากาศโอเอซิสสีม่วงที่นั่งแล้วสงบ คอนเซ็ปต์ Silk Road ที่ทำให้ทุกแก้วมีเรื่องเล่า บาร์เทนเดอร์ที่เป็นกันเองจนรู้สึกเหมือนมานั่งดื่มที่บ้านเพื่อน (เพื่อนที่บ้านสวยกว่าบ้านเรามากแหละนะ…)
Google ให้ 4.9 จาก 137 รีวิว ซึ่งสำหรับบาร์เปิดใหม่แถวนิมมานนี่ถือว่าเยี่ยมมากครับ คนที่มารีวิวส่วนใหญ่ก็ชมเรื่องความ creative ของเครื่องดื่มกับความ friendly ของพนักงาน ซึ่งผมก็เห็นด้วยทุกข้อ
ใครจะไปเชียงใหม่แล้วหาที่นั่งชิลยามค่ำ ไม่ต้องไปไหนไกลครับ แวะ Lobbyist Nimman ที่ชั้น 1 ของ Nimman Mai Design Hotel เปิดตั้งแต่บ่ายสามทุกวัน จะมาคนเดียว มากับเพื่อน มากับแฟน หรือจะมานั่งทำงานก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นโหมดดื่มก็ได้ ที่นี่รับทุก mood ครับ
สั่ง Yuzu Martini แก้วแรก แล้วค่อยตะลุยไปทีละประเทศบนเส้นทางสายไหม… คืนนี้ไม่ต้องซื้อตั๋วเครื่องบินก็ได้เที่ยว 9 ประเทศจบในบาร์เดียว ไปลองกันครับ! 💜🍸

