วันที่สี่ เป้าหมายแรก ตลาดปลา tsukiji ช่วงเช้า แต่ถึงตลาดปลาประมาณ 11 โมงครึ่งตามเคย
- หลงตั้งแต่เริ่มวัน ลงใต้ดินไปอกิฮาบาระ ยังสบายๆ เพราะสองวันเสียเวลากับที่นี่เยอะมาก หลังจากนี้ให้เรียกผมว่า เดียวเซียนอากิบะ
- แต่พอถึงอากิฮาบาระ จะนั่งรถไฟสายสีเทาตัว h ไปลงตลาดปลา เดินขึ้นมา งงๆ กำลังจะข้ามถนนไปเดินลงบันไดสถานีฝั่งตรงข้าม แฟนผู้ฉลาดหลักแหลมก็หันไปเจอลิฟช่วยชีวิต ไม่งั้นเปลืองพลังงานหลงอีกแน่ ขอบคุณพ่อตาแม่ยายที่ให้สมองอันฉลาดหลักแหลมและสายตาอันเฉียบคมแก่คุณแฟนมา ณ ที่นี้ด้วย (พิสูจน์ได้จากการเลือกผมเป็นสามี แสดงว่าไอคิวเกิน 180 แน่นอน)
- นั่งรถไฟมาโผล่ตลาดปลา อันดับแรก ออกผิดประตู แทนที่จะออกมาเจอตลาดเลย แม่งเจออะไรไม่รู้ แล้วคุณ google map ก็เกิดอาการเอ๋อ พาเดินไปสวนที่สวยมาก ผ่าน รพ ฟุตพาทอย่างสวย อย่างชิล เดินถ่ายรูปเพลินเลย รู้ตัวอีกที เอ้า ทำไมมาโผล่ทางลงอีกสถานีนึง กูมาผิดทาง ตลาดปลาอยู่ด้านหลัง แต่การเดินผ่านสวนนี้ ทำให้เรายิ่งชื่นชมการจัดการของญี่ปุ่น ที่ช่วบให้คนออกมาเดินได้อย่างแฮปปี้จริง แม่งชิลจัด
- หลังจากนั้น คุณแฟนก็เริ่มร้อน ทั้งอากาศและหัว นางก็เดินด้วยความเร็ว pace 8 เปลี่ยนจากนำทางโดยซัมซุง เป็นไอโฟนเครื่องใหม่ เดินกลับย้อนไปทางเดิมประมาณ 800 m นอกจากออกกาศและหัวที่ของแฟนที่ร้อนแล้ว แล้วกูยังร้อนตัวว่าแฟนจะโกรธอีก เห้อชีวิต
- แล้วเราก็มาถึงตลาดปลาซึกิจิซักที ภาพแรกที่เห็นคือ จะเริ่มเที่ยวแบบไม่เท่แล้วนะ คนเยอะมาก ฝรั่ง ไทย จีน เกาหลีมากันครบ เดินเบียดกันเหมือนในเจเจในวันเสาร์อาทิตย์ เอาวะ ลองดู ไหนของอร่อย เอามากระแทกปากหน่อย คนต่อคิวเยอะก็จะต่อ คนเดินเบียดกันในตลาดก็ไม่เป็นไร
- ร้านแรก ไข่หวาน ร้านเขียว คิวไม่ยาวมาก ประมาณ 5 คน ต่อแปปเดียวได้กินละ ราคาดี ไม้ละ 150 yen อร่อย หวานนิดๆ หอม กลมกล่อม ร้อนๆ ตอนอากาศเย็นๆ ฟินนนน ต้องกินนะ คิวยาวแต่ ร้านทำเร็วมาก
- หลังจากลองไข่หวาน ก็เหลือบไปเห็น วากิวร้านข้างๆ มีทั้งเสริฟเป็น สเต๊กชิ้นใหญ่ และเนื้อเต๋าเสียบไม้ย่าง คุณแฟนผู้คลั่งเนื้อ ก็มีราชองการให้ข้าน้อยไปต่อแถว ซื้อซึ่งแถวไม่ยาวมากและไม่เป็นรูปเป็นร่างเท่าไหร่ พอต่อประมาณ 3 คิวก็ถึงเรา พบว่ามีลุงจีนภาษาอังกฤษดีคนนึง เดินมาสั่งต่อหน้าเราเฉย แล้วอีร้านแม่งก็ รับออร์เดอร์เฉย แล้วบวกกัน ราคาเนื้อไม้ละ 2xxx yen เมื่อความงอลและความจนเป็นขั้วบวกขั้วลบ เราก็เป็นอันจบการสั่งเนื้อแต่เพียงเท่านี้ กูกินร้านอื่นก็ได้สัส หลังจากนี้จะต่อคิวยาวเท่านั้น เพื่อความเป็นระเบียบและความไม่สู้คนของเราเอง
- ยัง ยังไม่เดินไปไหนไกล ถัดมาไม่กี่ร้าน ด้วยคำสั่งของคุณแฟน ผู้ชื่นชอบอูนิ แถมไม่มีคิว สบายใจ คนสั่งมากินก็หน้าก็ดูเอร็ดอร่อยดี เราก็ต้องเข้าไปซื้อ อูนิโปะบนขาวห่อด้วยเต้าหู้ราคา 1500 y เราเองไม่เคยบอกว่าอูนิอร่อยเลย ซึ่งอันนี้ก็ไม่อร่อยเหมือนเดิม 55555 บอกทำไม แต่ก็รู้สึกเหมือนที่ทุกคนบอกนะ คือกลิ่นทะเลแรงมาก ผมจะบอกว่า กลิ่นนี้คือคาว แต่บางคนอาจจะชอบ แต่แฟน บอกว่าโอเคนะ สด คืออยู่ในระดับของดีกว่าเมืองไทย พอๆกับตลาดปลาไต้หวัน แต่นางบอกไม่ชอบเต้าหู้ที่ห่ออยู่ บอกว่าหวานเกิน ว่างั้น
- หลังจากตากแดด ผิวก็ร้อน หัวก็ร้อน จากการที่คนเยอะ คิวยาว เลยเดินดูเรื่อยๆ แล้วก็มาสะดุดที่ปลาไหลกับหอยเชลเสียบไม้ย่าง ไม้ละ 400 เยน อร่อยนะเอาจริง สด รถชาติดี ไม่คาวเลย แต่ก็ไม่ว้าว แต่ถือว่าถ้าไม่มีคิว ก็กินได้
- มาต่อกันที่ หนวดหมึกชุบแป้งทอด คิวยาวเอาเรื่อง เหมือนเค้าจะขายหลักๆ คือลูกชิ้นปลาทอด แต่มีป้าย recommended ก็หน้ามืดสั่งมาลอง ปรากฎว่า แม่งคือปลาหมึกชุบแป้งที่เหมือนทอดมัน คือตอนแรกคาดหวังว่าจะกรอบไง ทีนี้ก็ว้าวุ่นเลย หมึกดีนะ สด หวาน ไม่เหนียว แต่เราคาดหวังว่ามันจะกรอบเหมือนที่ไต้หวันไง เรียบร้อย กินไม่หมด เก็บใส่กระเป๋ากลับบ้าน
- ยัง ยังไม่เข็ดกับของทอด เมื่อช่อง กิน อยู่ ดี เที่ยวอยู่ได้ โดโมะๆ แนะนำมาก็ลองสิครับ ต่อแถวนานมาก ได้ลูกชิ้นปลาผสม greem onion, อีกลูกผสมข้าวโพด อีกลูกไม่รู้ผสมอะไร 3 in 1 มาในไม้เดียว 380 yen ราคาน่าคบบบบบ ลองที่ผสมต้นหอมญี่ปุ่นเข้าไปลูกแรก คือดีย์ ผมเองเกลียดลูกชิ้นปลามาตั้งแต่เด็ก แต่อันนี้บอกเลย อร่อย กลิ่นปลาบางๆ หอมต้นหอม ความเหนียวนุ่มหนึบกำลังดี สองอีกสองลูก ให้ที่ผสมอะไรก็ไม่รู้ โอเคอยู่ ส่วนสุดท้ายที่ผสมข้าวโพดเฉยๆ (แต่คนรีวิวอันที่ผสมข้าวโพดว่าอร่อยนะ มาลองกันดูได้)
- และแล้วความอดทนของคุณแฟนก็จบลง แดดร้อน คนเยอะ พร้อมลมพัดแรง ภูมิแพ้จะขึ้น นางก็เลยตัดสินใจจบทริปตลาดปลาซึกิจิลงเพียงเท่านี้ แต่ระหว่างหัวร้อนและเดิน pace 8 นางหันไปสบตากันกับโมจิสตรอเบอรรี่ นางก็เดินดุ่ยๆ เข้าไป และเหมือนเดิม ใช้กูไปซื้อ ได้โมจิสตรอเบอรรี่ใส่ถั่วแดงโปะด้วยตรอเบอรี่ หนึ่งลูกมาในราคา 400 yen เจ้าของร้านบอกไปกินข้างร้านได้นะ ความเดือดของแฟนผม บอก กูไม่ไป คนเยอะ รำคาญ (หมายถึงบอกผมนะ ไม่ได้บอกเจ้าของร้าน) เดินออกมากินตรงริมถนนใหญ่ และอำนาจอิทธิฤทธิ์ของโมจิถั่วแดงสตรอเบอรรี่ก็ดลบรรดาลให้ศรีภรรยาผู้ที่กำลังจะแปลงร่างเป็น she hulk ของผม สงบลงได้ นางกินเข้าไป ยิ้มและบอกว่า อาาาาโหร่ยยยย โมจิหอม นุ่ม เหนียว ถั่วแดงหวานนวลละเอียดกำลังดี พร้อมตรอเบอรี่หวานฉ่ำ หอม เหมือนที่ซื้อที่ไทยแพคละ 800 เลย ผมก็มีโอกาสได้ชิมเหมือนกัน ก็คอนเฟิร์มว่ามันอร่อยจริง แต่ที่ดีจริงๆ คือทำให้ชีฮัลคของผมสงบลงได้ ชิ้นละพัน กูก็ยอม
- และเราก็เดินกลับไปสถานี เพื่อจะได้ไปที่อูเอโนะกันในช่วงบ่าย แต่ก็ได้สะดุดกับร้านกาแฟที่เหมือนจะเจอในเว็บไซต์รีวิวแนะนำ เป็นร้านคุณลุงที่น่าจะอินกับความเป็นอเมริกัน หน้าร้านมีกระสอบเมล็ดกาแฟให้เลือกซื้อ พร้อมข้างในคนแน่นร้าน เข้าไปลองสิครับ รออะไร อเมริกาโน่เย็นสองแก้วกินที่นี่ ซัดเข้าไปคำแรกหันมามองหน้ากัน โอเลี้ยงลุงหน้าตึกที่ทำงานชัดๆ แล้วก็ถึงบางอ้อว่าเราควรสั่งเมนูอื่นๆ ที่ใช้กาแฟเป็นสวนผสม เพราะเห็นทุกคนสั่งซอฟเสิร์ฟ แต่เราไม่ไหวกับความเฟลในวันนี้แล้ว ก็เลยรีบกิน รีบออกจากร้าน กลับสถานนี (ในทางที่ถูกต้อง เร็วขึ้น 8 เท่า) และไปที่อูเอโนะกัน
- แล้วเรานั่งรถไฟมาถึงอูเอโนะปาร์คกันอย่างสวัสดิรูป ยัง ยัง ไม่หยุดเล่นมุกเดิมๆ ความรู้สึกแรกที่เห็นทางเข้าคือ ใหญ่สัสๆ เหมือนทางเข้าป่าแบบ ป่าจริงๆ บันไดกว้าง คนเดินขึ้นกันลึ่มล่ำ เราถ่ายรูปกันล่อกแล่ก เดินเข้าไปเรื่อยๆ คือเจอคนญี่ปุ่นมาเดินเที่ยวที่นี่กันเยอะมาก โคตรดี เหมือนเป็นที่ฮีลสมองฮีลใจหลังทำงานกันมาเหนื่อยๆ เราเดินถ่ายรูปไปเรื่อยๆ จนถึงแผนที่ตรงหน้าทางเข้า พบว่า อูเอโนะปาร์ค ใหญ่มว้ากกกกกกก มีทั้งสวนสัตว์ และมิวเซียมอีกหลายแห่งอยู่ในสวนแห่งนี้ โหดสัส และระหว่างที่ดูแผนที่ ก็มีลุงคนนึงบอกว่ามีอะไรให้ช่วยมั้ย นางห้อยป้าย local guide ไอ้เราก็คิดว่าจะมาหลอกขายทัวร์ แล้วหลอกเราไปเสียเงินต่างๆ เหมือนที่เคยเจอ(อ่าน)มาจาก(หนังสือเที่ยว)ประเทศอื่น เราก็โนๆๆๆ ใหญ่เลยเว้ย แต่คุยไปคุยมา นางบอกนางคืออาสาสมัคร คอยให้ข้อมูลนักท่องเที่ยว ไม่มีค่าใช้จ่าย พอรู้แบบนี้ แทบอยากจะลงไปก้มกราบเท้าลุง คนจิตใจหยาบช้าอย่างเรา มันชอบตัดสินคนอื่น ทั้งๆที่ไม่รู้ความจริง สุดท้ายลุงบอกไม่เป็นไร ยูมาจากที่ไหน ไทยแลนด์แดน fast 10 สิครับลุง ลุงกล่าว ขอบคุณครับ สวัสดีครับ ให้เรารู้สึกผิดหนักกว่าเดิม ใครไปเจอลุงยืนอธิบายแผนที่ไม่ต้องกลัวนะครับ ถามนางได้เลย ฝากขอโทษและขอบคุณคุณลุงมากๆเลย ที่ช่วยแนะนำนักท่องเที่ยวตาดำๆ จิตใจทรามคนนี้
- แล้วเราก็เดินไปเรื่อยๆ ถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ผ่านหนองน้ำอันใหญ่ทางซ้าย ผมกำลังหน้ามืดเดินเข้าไป แฟนบอก เราตั้งใจมาสวนสัตว์แวะเยอะเดี๋ยวไม่ถึงนะ โอเค ถ่ายรูปทางเข้าก็ได้ งือออ
- แล้วเราก็เดินมาถึงทางเข้าสวนสัตว์ เรามาวันศุกร์ตอนบ่ายคนเลยไม่ค่อยเยอะ แต่ดูจากที่กั้นให้คนต่อคิวแล้ว เสาร์อาทิตย์แถวน่าจะยาวมาก จ่ายเงินเดินผ่านประตูเข้าไป มีแผ่นพับแนะนำแผนที่สถานที่ต่างๆในสวนสัตว์ มีหลายภาษาเลย และก็ต้องพิมพ์คำนี้อีกครั้ง ใหญ่มว้ากกกก แบ่งโซน นก สัตว์เลื้อยคลาน สัตว์ญี่ปุ่น สัตว์ต่างประเทศ เอาจริงๆ สิ่งแรกที่คิดถึงคือ ลูก น่าพาลูกมามาก ต้นไม้เยอะ อากาศดี สัตว์ดูอ้วนท้วนสมบูรณ์ ด้วยความอากาศที่ไม่ร้อนมาก ทำให้สัตว์ขนสวย ดูนุ่มฟู เหมือนสัตว์เมืองหนาว เราก็เดินไปเรื่อย ผ่านนก แพรี่ด็อกสุดน่ารัก ลิงแปลกๆ และมุ่งหน้าไปดูสัตว์ที่คนไทยและญี่ปุ่นชอบมาก หมีแพนด้า หมีๆ แพนด้าาา เมื่อเดินไปถึงพบว่า คนเยอะสัสๆ คิวต่ออย่างยาว งั้นข้าม ไปดูเพนกวิ้นที่ไม่ได้อยู่ในตู้กระจกเพราะอากาศดี นกฟลามิงโก้ที่มีเยอะมากๆ จนน่ากลัว จิ้งโจ้ที่ดูแข็งแรงสมบูรณ์ ไปดูสัตว์เลื้อยคลานกัน จระเข้ เต่า ตะพาบ งู จิ้งเหลน กิ้งก่า อะไรมาหมด ดูไปขนลุกไป ผ่านกรงยีราฟที่ขนดูสุขภาพดี ฮิปโปที่ชื่อเหมือนแฟนเรา แพนด้าแดงในการ์เดี้ยนออฟกาแล็คซี่ และหันไปดูป้ายห้องแพนด้า คนน้อยแล้วววว เจอเจ้าแพนด้าตัวขนาดกลางขนดูนุ่มปุกปุย กำลังกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับไม้ไผ่ที่หักมายัดเข้าปากเคี้ยวหนุบหนับ น่าร๊ากกกก หลังจากอิ่มกับจ้าแพนด้าตัวอ้วนตุ้ย เราก็เดินมาถึงพระเอกของสวนสัตว์ที่นี่หมีขาว โพล่าแบร์ น้อนออกมาเดินเล่น เอาตัวถูๆกับหญ้ากลิ้งไปมาน่ารักมาก เหมือนยิ่งคนส่งเสียง น้อนยิ่งทำ หลังจากให้แฟนถ่ายวิดีโอหมีขาวอยู่พักใหญ่ เราก็เดินต่อไปเจอน้อนแมวน้ำอุ๋งๆ แต่ตัวลาย แฟนบอกตัวลาย ไม่ชอบ ถ่ายสองแชะ แล้วเราก็ไป ไม่ได้เสพความอุ๋งต่อ หันมาดูเวลาอีกทีน่าจะประมาณ 5 โมง สัตว์ทั้งหลายเริ่มกลับเข้าไปพักในที่พักของเค้า อดดูเสือ กับกรอลิลล่า แต่ไม่เป็นไร ช่วงบ่ายที่ผ่านมาก อิ่มเอมกับความน่ารักของสัตว์ต่างๆ มาพอแล้ว แล้วเราก็เดินไปทางออกอูเอโนะพาร์ค เอาจริง เป็นสวนสาธารณะที่โคตรดี มาเดินที่นี่เป็นวันๆ ได้เลย มาตั้งแต่เช้า ดูสวนสัตว์ แวะดูมิวเซียม เดินรอบสวน รอบหน้าจะหาเช่าจักรยานมาปั่นให้ทั่วเลย(เดินไม่น่าไหว) แล้วเราก็แวะถ่ายรูปเยอะมากๆ แทบทุกๆ 50 เมตร เรียกได้ว่าธรรมดาแต่โคตรดี หลังจากเดินให้เท้าเกือบชามาทั้งวัน เราก็ต้องหาอะไรกินกัน แน่นอนครับ มันจะเป็นอย่างอื่นไปได้ยังไง มากับยุ้ยสายเนื้อ ที่ไทยก็งอแงให้พาไปกินทุกวีค มาถึงถิ่นก็ออกไปหาวากิวมาละลายเล่นในปากสิครับรออะไร(ทำไมมันฟังดูแปลกๆ)
- เหตุเกิดจากที่ยุ้ยไปเจอโพสในกลุ่มเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองใน Facebook แล้วเค้าบอกมีร้านวากิวที่อูเอโนะเป็นแบบบุปเฟ่ พร้อมเครื่องดืมมึนเมา ในราคาที่คุ้มมากๆ และคนโพสบอกว่าเป็นร้านที่ดีที่สุดที่เค้าเคยกิน ไปลองสิครับรออะไร พอไปถึงร้าน สิ่งนึงที่ได้ยินก่อนเลยคือภาษาไทย เดินเข้าไปพบว่า 80% ที่นั่งกินอยู่เป็นคนไทย สบายใจละ มาถูกร้านแน่นอน แต่ไม่ค่อยเข้าใจว่า เวลาคนไทยด้วยกันเจอกันในญี่ปุ่น ทำไมต้องไม่ทักทายกันด้วย ทำเอาผมเกร็งทุกครั้งเวลาเจอคนไทยด้วยกัน แต่ไม่เป็นไร น้ำเก๊กฮวยจะเยียวยาทุกสิ่ง เราสั่งชุดแพงสุด พร้อมบุปเฟ่เบียร์ สั่งลาการกินเนื้อครั้งสุดท้ายของทริปนี้ เพราะถ้ากินเนื้อทุกวัน อย่างอื่นคือไม่ได้ลอง โดยรวมไขมันแทรกในเนื้อละลายในปากจริง แต่ความละเอียดของลายไขมัน ผมเองรู้สึกว่ามันยังไม่สมดุลเท่าไหร่ ทำให้กินแล้วเลี่ยนเร็วไปหน่อย แต่ไม่เป็นไรเราใช้น้ำเก๊กฮวยและผักกลบความเลี่ยนได้ ด้วยราคานี้ผมว่าใครที่มาญี่ปุ่นควรมาลองซักครั้ง เราสั่งไปเยอะมากๆ น่าจะ 20 จานได้ แถมน้ำเก๊กฮวยอีกรวมกันน่าจะ 12 แก้ว ราคาเช็คบิลออกมา 13000 เยน บอกเลย ราคานี้สำหรับเราคุ้มมาก แล้วเราเสือกมีข้อเปรียบเทียบกับร้านหรูเมื่อวานด้วยไง มันเลยทำให้ทุกอย่างเมคเซ้นขึ้นมา การกินครั้งนี้สอนให้รู้ว่า ก่อนจะไปกินบุฟเฟ่ ให้ลองไปกินอลาคาทก่อน เพื่อที่เราจะได้คำนวนว่าคุ้มหรือไม่(เอาจริง กูคิดบ้าอะไรอยู่วะเนี่ย กินอร่อย อิ่ม มีความสุข พอแล้ว นี่มาเที่ยว ไม่ได้ขายของ คิดกำไรขาดทุนอยู่นั่นแหล่ะ บ้าบอ)
- และก่อนกลับแวะซื้อขนมแพนเค้กแพนด้าที่สถานีอูเอโนะ เห็นคนญี่ปุ่นซื้อกันเยอะ เลยเอามาล้างปากซักหน่อย อร่อยดีนะครับ ใครเที่ยวอูเอโน๊ะเสร็จ แวะซื้อติดมือกลับไปกินที่โรงแรมได้ กินได้ไม่เสียดายพื้นที่ในกระเพาะครับ(ยัง มึงยังไม่หยุดคิดมากอีก หยุดเดี๋ยวนี้)