วันที่สาม พบปะเพื่อนชาวญี่ปุ่น และเคลียร์ใจอากิบะให้จบ – เปิดแมพโตเกียวอาเดียวกลับมาแล้ว EP.3

เจอเพื่อนชาวญี่ปุ่น ดูแลดีจนเราเกรงใจ

วันนี้เราได้ทำการนัดเพื่อนชาวญี่ปุ่นที่ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ให้บริษัทออกแบบชื่อดังสัญชาติออสซี่ด้วยกัน เอาจริงคนญี่ปุ่นเค้าแคร์เรื่องการต้อนรับชาวต่างชาติมากจริงๆ เคยอ่านในหนังสือคือแบบ ถ้าเป็นคนรู้จัก หรือเพื่อน(ของเพื่อน) เค้าจะดูและเราดีมาก เอาจริงกับเพื่อนที่คบกันมา 20 ปี เรายังไม่เคยดูแลมันขนาดนี้เลย เค้านั่งรถไฟจากโยโกฮาม่ามาหาเราในวันทำงาน(น่าจะเป็นวันพฤพัสมั้ง) ซึ่งหลักๆ เค้าทำงานฟรีแลนซ์แหล่ะ แต่ปัจจุบันเค้ารับอยู่ประมาณ 6 งานพร้อมกัน!!! เค้าบอกว่าที่ญี่ปุ่นส่วนใหญ่จะเลือกที่จะเป็นพนักประจำกันมากกว่า มั่นคงกว่าเยอะ ดังนั้นเค้าเลยต้องรับหลายๆเจ้าเพื่อลดความเสี่ยงตรงนี้ ไหนจะมีภรรยาและลูกอีกสองคน แต่เหนือสิ่งอื่นไดคือเสียสละเวลาทำงานตอนกลางวัน นั่งรถไฟประมาณ 1.5 ชั่วโมง เพื่อมากินข้าวกับเรา โคตรประทับใจครับบอกเลย เราก็ได้รีเควสไปบอกว่ากินอะไรก็ได้ที่ local หน่อย เป็นมื้อกลางวันที่กินเบียร์ด้วยได้ นางบอก เดี๋ยวจัดให้

คนญี่ปุ่นตรงเวลาเวลาขนาดนี้ได้ยังไง ไม่เร็ว ไม่ช้า โคตรเป๊ะ

เรานัดกินกันแถวสถานี Nippori ที่เราพัก ซึ่งแน่นอนเพื่อไม่ให้เป็นการขายหน้าคนไทย เราก็ไปรอที่ร้านกาแฟแถวสถานีตอนประมาณ 10.30 ซึ่งเรานัดกัน 11.00 Issey San ก็โผล่มาที่ร้านกาแฟที่เรานั่งประมาณ 10.55 ครับ โคตรตรงเวลา ที่เน้นเรื่องนี้ เพราะอย่าลืมเค้าต้องนั่งรถไฟมาจากโยโกฮาม่าประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง ถ้าเป็นที่ไทยนะ ถ้าไม่มาล่วงหน้านานๆ ก็เตรียมตัวเลทได้เลย 55555

ร้านอิซากายะสุด Local ที่ไปเองไม่มีทางได้กิน

เพื่อนของเราก็ได้พาเราไปที่ร้านอิซากายะที่อยู่บนตึกแถวๆสถานี บอกเลย ถ้ามาเองมาไม่ถูกแน่นอน สั่งอาหารไม่เป็นด้วย 555 แล้วเราก็ถามนางว่ารู้จักร้านนี้ได้ยังไง นางบอก Google แล้วเจอรีวิวดี ก็เลยพามา เอ้า แบบนี้ก็ได้หรอ นางบอกว่ามา Nippori ครั้งแรกเหมือนกัน ปกติมาโตเกียว ปีละ 2 ครั้งเอง ขอบคุณนะที่ชวนมา ทำให้มีโอกาสได้มาโตเกียว เอ้อ นี่มันการนัดเจอกันของนักท่องเที่ยวชาวไทยและนักท่องเที่ยวยาวโยโกฮาม่านี่นา หลังจากเข้าไปในร้าน เค้าจัดให้เป็นที่นั่งแบบแบ่งเป็นห้องๆ มีโต๊ะและหลุมตรงกลาง ให้ถอดรองเท้าเข้าไปนั่งหย่อนขาชิลกันได้สบายใจ แต่แล้วเหตุการทั้งประทับใจและอับอายก็เกิดขึ้นพร้อมๆกัน หลังจากถอดรองเท้าเพื่อเข้าไปนั่งในห้อง นักท่องเที่ยวไทยใจทรามอย่างเราก็ถอดรองเท้าและเดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะตามปกติ หันไปอีกที เพื่อนเรากำลังก้มใช้มือจัดรองเท้าให้หันหน้าออกและวางเรียงกันอย่างสวยงามให้เราอยู่ โอ้ยยยย ทำไมลืมเรื่องนี้ ว่าคนญี่ปุ่นถ้าถอดรองเท้า เค้าจะเก็บเป็นระเบียบมากๆ ไม่เว้นแม้แต่ในร้านอาหาร

แล้วเราก็มานั่งสั่งอาหารกัน แน่นอนครับภาษาญี่ปุ่นล้วน No picture at all เราเลยให้เพื่อนเลือกสั่งอาหารมาให้เราได้เลย เอาที่คน local กินกัน ไม่ต้องเมนูมาตรฐานที่คนทั่วโลกรู้จักก็ได้ พร้อมกับบอกให้เราลองสาเก ชายเดียวผู้ตื่นเต้นกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นก็จัดไปสิครับ และสาเกที่มีให้เลือกก็หลากหลาย เพื่อนเราถามว่าชอบแบบ Sweet หรือแบบ Dry นี่แหล่ะที่เราสงสัยมานาน ไอ้คำว่า Dry ที่เห็นในเบียร์ญี่ปุ่นบ่อยแม่งคืออะไรว่าเลยได้โอกาศถามนางบอกว่ามันคือความ Spicy หรือความขมของเบียร์(ซึ่งเราลองไปหาข้อมูลต่อก็เป็นไปตามนั้น แต่มันจะมีเรื่องความหนาของบอดี้และความสดชื่นหลังจากจากกินด้วย ใครมีความรู้ตรงนี้คอมเม้นบอกกันได้นะครับ) แล้วเราก็คุยกันเรื่อยเปื่อย ตั้งแต่การ์ตูน เรื่องประสบการณ์ชีวิต การศึกษา เรื่องลูก เรื่องงาน ทำให้ได้รู้ว่า เพื่อนเรา(เค้าน่าจะอายุประมาณ 40++)ยังดูการ์ตูนเยอะอยู่เลย และคิดว่ามังงะหรืออนิเมะน่าจะฝั่งรากลึกลงไปในญี่ปุ่นชนิดที่ว่าคนอายุเยอะแล้วก็ยังดูกันเยอะอยู่ แล้วก็นางเคยไปเที่ยวมาแล้วกว่า 20 ประเทศทั่วโลก(ที่ชอบที่สุดคือเวียตนามและสวิสเซอแลน) และเคยทำงานให้บริษัททัวร์ดำน้ำที่ญี่ปุ่นแต่ตอนนี้ออกมาทำฟรีแลนส์เต็มตัว ที่บอกว่าไปเที่ยว 20 ประเทศ คือไปเที่ยวช่วงมหาลัย ซึ่งตรงกับที่เราเคยอ่านในหนังสือ เอ๊ะเจแปนของสำนักพิมแซลม่อน ว่าคนญี่ปุ่นจะทำงานเสริมช่วงเรียนมหาลัยและออกเดินทางไปเที่ยวหาประสบการณ์ทั่วโลกเป็นเดือนๆ ในช่วงปี 1 ปี 2 เพราะหลังจากนั้นจะเข้าสู่วัยทำงาน ทำให้จะไม่มีโอกาสได้ทำแบบนี้แล้ว

พูดถึงอาหารกันบ้าง เดี๋ยวดูรุปจากยุ้ยและรีวิว

สุดท้าย แน่นอนครับ เพื่อนเราสร้างความประทับใจพร้อมกับความกวนให้เรา ด้วยการไม่ยอมให้เราแชร์ค่าอาหารครับ คืออาหารไม่เท่าไหร่ ที่กินไปเมื่อกี้คือเราซัดสาเกไป 1 และเบียร์ไป 1 ด้วยไง แต่เพื่อนเราไม่กินแอลกอฮอลเพราะต้องกลับไปรับลูกจากโรงเรียน ทำเอาเรารู้สึกผิดไปอีก 55555 พอถามว่าขอแชร์หน่อยได้มั้ย เมื่อกี้ค่าอาหารเท่าไหร่ นางตอบ I dont know ตีมึนใส่เราซะงั้น โอ้วจาร กวนเหมือนกันนะ และเราก็นั่งรถไฟสาย Yamanote line ไปพร้อมกัน เพื่อนเรากลับโยโกฮาม่า ส่วนเรานั้นไปเคลียร์ใจชายแท้ที่อากิบะต่อกัน สัญญากับตัวเองว่าถ้ามีโอกาสกลับไปที่ญี่ปุ่นอีก ต้องหาของฝากจากไทยติดไม้ติดมือกลับไปให้เพื่อนคนนี้แน่นอน ใครมีไอเดียของฝากให้คนญี่ปุ่น คอมเม้นบอกกันได้นะครับ (แล้วผมก็ได้กลับไปจริงๆ ทริปถัดไปจะไปหา Issey San ยังไง แล้วเจออะไรบ้าง อ่านต่อได้ที่ Japan Trip 2 ครับ)

กลับมาเคลียร์ภาระกิจชายแทร่ที่อากิบะต่อ

Animet

และแล้วภารกิจเคลียร์ใจที่อะกิบะ EP ที่ 2 ก็เริ่มต้นขึ้น ตึกแรกที่เราไปคือ Animet ครับ จะเป็นตึกนี้มี 7 ชั้น ที่เป็นร้าน Anime shop หรือของตกแต่งของที่ระลึกต่างๆ ของตัวละครในอนิเมะทั้งหมดเลย ซึ่งใครอินหรือ Main ตัวละครตัวไหนในการ์ตูนแนะนำให้ลองขึ้นไปดู มีฟิกเกอร์ กาชาปอง บ้างประปราย ส่วนตัวยังเดินตามหาฟิกเกอร์อยู่ ยังไม่ไปไม่ถึงพวกของตกแต่งพวกนี้ครับ ดังนั้นใครไม่ใช่สายลึก อาจจะข้ามไปก่อนได้ 7 ชั้น ก็ใช้เวลาและพลังในการเดินเอาเรื่องอยู่

Liberty Anime

ถัดไปเป็น Liberty Anime ร้านนี้ที่ลองเข้าไปเข้าใจว่าเป็นชั้นเดียว ฟิกเกอร์แน่นๆ เลยครับ เยอะมาก เป็นร้านที่พื้นที่ไม่เยอะ แต่ของแน่นจัดๆ ใครสายฟิกเกอร์ อย่าลืมแวะมา เสียเวลาไม่เยอะ (เพราะไม่ต้องขึ้นไปไล่ดูทีละชั้น)

Trader

ถัดไปคือร้าน Trader แม่งคือสววรค์ของคนรักเกม console ครับ มี 6 ชั้น มีทั้งเกมเก่า เกมใหม่ มือหนึ่ง มือสอง Play 1-5 เครื่องเล่นเกมพร้อมแผ่นเกมค่ายนินเทนโด้ เยอะมากกกกก แล้วนอกขายขายแล้ว ยังมีที่รับซื้อที่ชั้นล่าง เรียกได้ว่าใครสายเกมเข้าไปแล้วฟินสุด ราคามีทั้งถูกมากและแบบกลับไปซื้อที่ไทยคุ้มกว่า ต้องไปเดินเลือกดูดีๆ พอเห็นแบบนี้ ทำให้คิดไว้ว่า ถ้าคนที่เสพการเล่นเกมแบบไม่เก็บแผ่น ต้องการความสุขในการเสพตัวเกมหรือเนื้อเรื่องซื้อไปเล่นเสร็จ เอามาขายหรือ trade ที่นี่ เปลี่ยนเกมใหม่ไปเล่น แค่นี้เวลาทั้งชีวิตของนักเล่นเกมก็มีไม่พอแล้วครับ แต่ๆๆๆๆ ชั้น 2-3 มีฟิกเกอร์และ Plastic model ขายเด้อ แน่นๆ อลังอยู่ มีทั้งมือหนึ่งมือสอง ใครสนใจขึ้นไปเดินดูเล่นๆได้ครับ

Softmap

แล้วตึกถัดไปที่เราตัดสินใจเดินเข้าไปคือ Softmap ครับ เอาจริงไม่น่าอยากลองเลย เพราะรู้อยู่แล้วว่าเค้าขายอะไร หลักๆ เป็นมือถือ คอม เกมมิ่งเกียร์ พวกเม้า คีบอร์ด หูฟัง เก้าอี้ของคนที่ใช้เล่นเกม PC แม่งเยอะจริง ใครสายนี้ อยากลองอยากเล่นตัวไหนน่าจะมีครบ ขึ้นไปดูได้ แต่เราสองคนรู้ทั้งรู้ว่าไม่ได้ชอบ แต่ก็ยังอยากขึ้นไปดู เอาวะ ขอเสียสละเวลาและพลังในการเดินขึ้นไปเปิดแมพให้คนที่ไปอากิบะใช้เวลาให้คุ้มที่สุดครับ แม่งจบด้วยการเป็นคนดีซะงั้น (เอาจริง ยุ้ยก็เตือนแล้ว แต่เรามันดื้อไง 7 ชั้น เดินขึ้นเดินลง ขาลากเลยทีเดียว)

ตึกชื่อญี่ปุ่นอะไรซักอย่าง

ถัดไปเป็นตึกชื่อญี่ปุ่นอะไรซักอย่าง มี 7 ชั้นเช่นกัน แต่เริ่มฉลาดและพลังเริ่มหมด จึงได้ทำการดู Floor plan ก่อน ว่าแต่ชั้นมีอะไรบ้างถึงเดินขึ้นไป สรุปตัดสินใจไปแค่ชั้น 1 – 2 ซึ่งก็ตัดสินใจไม่ผิด มีแต่ฟิกเกอร์ที่เราชอบ ใช้เวลาน้อย ใช้พลังน้อย ได้ความสุขเต็มที่ ไม่เหนื่อย ไม่ปวดเท้า ไม่โดนเมียบ่น ทำไมไม่ทำอย่างนี้ตั้งแต่แรก 55555555

ed-on

และเราก็เดินแทบไปสุดถนนของอะกิบะที่เป็นย่านของเล่น (แบบคิดเอาเอง) ตัดสินใจว่า จบนี่จะไป Radio Kaikan ในตำนานแล้วเราก็จะ จบภารกิจเคลียร์ใจชายแท้ได้ ซึ่งร้านสุดท้ายคือ ed-on ดูเหมือนไม่ค่อยปัง แทบไม่มีคนเลย ชั้นแรกเป็นของเล่นฟิกเกอร์ทั่วไป และมีโซนข้าวของเครื่องใช้ด้วย กระบอกน้ำ จานชามมากัน ไม่แน่เค้าอาจจะเป็นเทคนิค ให้คุณผู้ชายดูของเล่น คุณผู้หญิงดูอย่างอื่นรอได้ เรียกได้ว่ามาได้ บ้านไม่แตก ในส่วนของของเล่นนั้น แม่งราถูกจนน่าตกใจ บางชิ้นที่ไทยเกือยพัน เหลือ 200 บาท เรือวันพีชแบบที่ต้องต่อเหมือนกันดั้มที่เคยซื้อที่ไทย 600 – 800 บาท แม่งลดเหลือร้อยกว่าบาท บ้าไปแล้ว ทำไมไม่มีคน โคตรงงครับ เราก็ได้ของเล่นจากที่นี่มานิดหน่อย เพราะแม่งถูกจริง ซึ่งทิ้งซื้อขว้างก็ยังได้ (มาแนวพ่อผมเป็นสุลตานซะงั้น) แต่ที่เสียดายไม่ได้ขึ้นไปดูคือชั้นบนของตึกนี้เป็นสนามรถทามิย่าครับ ของเล่นที่ชายไทยวัย 30+ ทุกคนต้องเคยผ่านมือมา แต่ไม่ไหวทั้งร่างกาย และสภาพจิตใจเมีย นางบอก ไม่อิน ไม่ขึ้นได้มั้ย โอเค เราก็ตัดใจไม่ขึ้นไป แต่สัญญากับตัวเองว่า ถ้ามาญี่ปุ่นรอบหน้า เดี๋ยวลองหาสนามทามิย่าที่คนเค้าเล่นกันเยอะๆ ไปเสพบรรยากาศ เติมฝันวัยเด็กกันซักหน่อย

Radio Kaikan

แล้วเราก็รวลรวมพลังเนิร์ดที่เหลืออยู่ มุ่งหน้าไปที่ Radio Kaikan ในตำนานครับ แม่งช็อคตั้งแต่ชั้นล่าง คือจะมีร้านที่เหมือนเอาฟิกเกอร์มาเลหลังขาย ผมนี่หยิบกล่องซาโบะกำลังจะไปจ่ายเงินแล้ว ราคาดีมากสองสามร้อยบาทนี่แหล่ะ แต่มีคนคนนึงครับ จับมือผมไว้ แล้วบอกเบาๆว่า “ซื้อที่นี่ไม่คุ้มหรอก เดี๋ยวไปคีบให้ ไม่กี่บาทก็น่าจะได้แล้ว” ยอยุ้ยเซียนตู้คีบของเรานั่นเอง โอเคๆ ถ้าคีบไม่ได้ค่อยมาซื้อละกัน (ทุกคนเดาออกใช่มั้ย ว่าผมจะได้กลับมาซื้อมั้ย 555555) แล้วเราก็ได้ทำการย่างก้าวเข้าไปในดินแดนแห่งความฝันของคนรักของเล่นครับ คำเดียวที่บอกได้คือ สุดจริง ที่ผ่านมาสองวัน กูไปเดินขาลากที่อื่นทำไมวะ ที่นี่คือที่สุด ของที่สุด ของตึกขายของเล่นเลยครับ แต่ละชั้นกล้างขวาง อัดแน่นไปด้วยร้านของเล่น ทุกชนิด เอาจริงตอนมาครั้งที่แล้วผมจำได้ว่ามีร้านย่อยๆ อยู่ตามถนนเยอะมาก แล้วเราเดินกันเพลินมาก ก็เลยตั้งใจกลับมานี่แหล่ะ แต่มาถึงวันนี้ ผมเดาว่า เค้าย้ายร้านพวกนั้น ขึ้นมาอยู่บนตึก Radio Kaikan นี่แหล่ะ เดินไป ฟินไป พลังหมดไป เพราะใช้พลังไปกับการเดินที่อื่นไปหมดแล้ว งืออออ เอาเวลากับพลังงานกูคืนมาาาาาาา เอาเป็นว่า ตึกนี้ควรเป็นตึกแรกที่เดินในอากิบะ แล้วเวลาเหลือ พลังงานเหลือค่อยไปตึกอื่นๆ ผมและยุ้ยเดินอยู่ที่นี่ซักพักเลยครับ มีแวะซื้อของเล่นนิดหน่อย ประมาณหมื่นสองหมื่นเยน ไม่อยากซื้อเยอะ ขี้เเกียจถือ (เมื่อไหร่มึงจะเลิกขิง) แล้วเราก็เดินให้ครบทุกชั้น ฟินจบภารกิจอากิบะไปโดยใช้เวลาว่าไปประมาณ 2 วันเต็มๆ เอาจริงจะเสียดายก็เสียดาย แต่ไม่เสียใจ รอบหน้ามาใหม่ กูจะไม่หลงอีกต่อไป (เฉลย ทริปหน้า มาเดินที่นี่อีก 2 วัน 55555) ปล. รีวิวจัดเต็มอากิฮาบาระแยกให้อีกโพสเช่นกันเด้อ

หลังจากนั้น ให้ทายครับว่าเราไปไหนกัน แน่นอนครับ เข้าบ่อนคีบฟิกเกอร์สิ รออะไร ใครเค้าไปซื้อกัน มันง่ายไป คนมีฝีมือต้องมาคีบเอาเท่านั้น สรุปหมดไป 3000 เยน เงียบกริบ จบข่าว คีบกล่องฟิกเกอร์มันยากกว่าตุ๊กตาแหล่ะ เราเข้าใจเธอนะยุ้ย

เท้าซ้ายเริ่มชา ส่วนเท้าขวากาแฟ ตามล่าหารองเท้าคู่ใหม่มาสลับใส่เพื่อยืดอายุขัยของเท้าให้ไปถึงวันสุดท้าย

จากเดินขาลากในอกิบะ จนเท้าแทบจะไม่รู้สึกอะไรมาสองวัน (เชื่อว่าคนไทยที่ไปเที่ยวญี่ปุ่นทุกคนเข้าใจ) เราก็ตัดสินใจไปซื้อรองเท้าเพิ่ม เพื่อสลับรองเท้าและเปลี่ยนจุดกดทับของกล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดตามหลังอนาโตมี่ พี่มีเงิน อยากได้รองเท้าใหม่ ใครจะทำไม เราตรงดิ่งไปที่ ABC มาร์ทของชินจูกุ เข้าไปพบว่า มีแต่รุ่นที่หาได้ทั่วไป และราคาก็ไม่ต่างกับไทยมาก ยังไม่มีคู่ไหนยิ้มให้ เราเลยตัดขา เอ้ยตัดสินใจ เดินไปที่ Atmost ชินจูกุ ซึ่งห่างไปอีก 500 เมตรจาก ABC แม่งเป็น 500 ที่ทรมานมาก ด้วยความห้าวของสองสามีภรรยาชาวไทย ใส่ Stand Smith มาเดินที่ญี่ปุ่นจ้า ผื่านไปสองวัน สภาพก็ตามที่บอก ถ้าไม่ซื้อรองเท้าใหม่ตอนนี้ อาจจะต้องซื้อเท้าใหม่แทน (เดี๋ยวๆ เท้าคนแม่งซื้อเปลี่ยนได้ด้วยหรอวะ) ก็สมใจอยากผมได้ On ไปหนึ่งคู่ และยุ้ยได้ Hoka มา ซึ่งเช็คราคาแล้วถูกว่าที่ไทย 1-2 พันบาท ไม่ถูกมาก แต่ชอบก็จัดสิครับ ประหยัดทำไม เดี๋ยวค่อยไปประหยัดชดใช้กรรม(และหนี้)ที่ไทยละกัน

JoJoen ร้านเนื้อย่างสุดไฮโซ หลงเข้าไปแบบงงๆ

หลังจากเปลี่ยนรองเท้า อาการปวดเท้าก็ดีขึ้นทันเท้าเห็น เอ้ย ทันตาเห็น ได้รองเท้าเสร็จ ถึงเวลาอาหาร กองทัพต้องเดินด้วยเท้า(ที่ใส่รองเท้าใหม่ อิอิ) หาร้านเนื้อย่าง Yakiniku อร่อยๆ มากระแทกปากซักหน่อย Random ไปเลยละกัน เจอร้านนึง รีวิวใน Google เยอะ ชื่อร้าน JoJoen หน้าตาหน้าลอง ไป ลุย!! เดินตามที่แมพไปเรื่อยๆ ขึ้นลิฟไปพบกับร้านสุดหรู มีคนใส่ชุดกิโมโน(ใช่มั้ยนะ) คอยรับลูกค้าเข้าไปนั่งที่โต๊ะ โต๊ะอื่นๆ ทุกคนแต่งตัวดี มีชาติตระกูล โต๊ะที่บ่งแยกโต๊ะชัดเจนเหมือนโต๊ะในภรรตาคาร มีพนักงานยืนคอยดูแลลูกค้าทุกจุด พร้อมมีเวลทีการแสดงจากหญิงสาวน่าตาดี แตงตัวดีเหมือนชุดไปงานแต่ง เล่นฮาร์ป(ไม่รู่ใช่มั้ย มันคือเครื่องดนตรีอันใหญ่กว่าตัวคน เหมือนที่ศาสตราจารย์ควีเรลใช้กล่อมปุกปุยในแฮรรี่ภาค 1)ให้แขกที่มากินเนื้อย่างที่คัดสรรค์มาอย่างดี เพลินเพลินไปรับรถชาติเนื้อสุดพรีเมี่ยมและดนตรีอันไรเราะเข้ากับบรรยากาศสุดหรูหราของร้าน มีสิ่งเดียวที่ไม่เข้ากับบรรยากาศของร้านนี้ คือนักท่องเที่ยวไทยสองคน ผู้ชายใส่เสื้อยืดเกงขาสั้น ผู้หยิงก็เสื้อยืดขายาวเหมือนวัยรุ่นแถวฮาราจุกุ เดินเข้ามาแบบงงๆ แต่อาจจะมีแค่เราที่รู้สึกแปลกอยู่คนเดียว พนักงานที่นี่ก็ดูแลเราดีมากครับ ไม่มีการสงสัยว่าเราจะมีเงินจ่ายหรือไม่ พอเปิดดูเมนูก็ตามที่คิด เนื้อ 100-200 กรัมราคาเริ่มต้นที่ 2000 – 400 yen ถ้าเป็นตัวท๊อปก็หลักหมื่นเยนขึ้นไป แน่นอนครับ คนท่องเที่ยวชื่อดังฐานะร่ำรวยอย่างเรา กินตัวเริ่มต้นสิ สั่งมาเนื้อตัวเริ่มมา 3 จาน ข้าวสวย ผัก ไวน์ 1 เบียร์ 1 โดยรวมคุณภาพดีตามราคาเลยครับ ค่าเสียหาย 13,000 yen เอาจริง ดีมากเลยนะ มาเอนจอยเซอร์วิสกับบรรยากาศของร้าน แต่ไม่เหมาะกับคนตะกละตะกรามอย่างเราเท่าไหร่

Golden Gai เถื่อนไม่ไหว ขอบัยดีกว่า

แน่นอนครับ ไม่จบ หาที่ต่อกัน มีเสียงลืมเสียงเล่าอ้างมาว่า ชินจูกุมีย่านกินดื่มที่ควรมาลองซักครั้งในชีวิต คือย่าน Golden Gai นั้นเอง ตอนเราเดินไป เหมือนทุกคนที่เดินข้างๆ เรา จะมีจุดมุ่งหมายเดียวกัน หลักๆ เป็นนักท่องเที่ยวฝรั่ง พอถึงที่เท่านั้นแหล่ะ แม่งไม่เป็นอย่างที่คิด คิดว่าจะมีร้านนั่งชิลคุยกัน เหมือนย่านที่ผมเคยไปในคืนแรก สิ่งที่พบคือเป็นถนนที่มีผับบาร์เล็กๆ อัดแน่นมากๆ มองเข้าไปเจอเจ้าของร้านสูบบุรี่นั่งคุยกับนักท่องเที่ยวที่อยากมาลิ้มลองบาร์ญี่ปุ่น บางร้านเป็นเหมือนตึกแถวเล็กๆ แต่แสงสีเสียงยังกะผับแถวข้าวสาร แม่งเถื่อนเกินกว่าที่ผมจะพายุ้ยเข้าไป ถ้ามีทริปชายแท้เกิดขึ้นในอนาคต อาจจะต้องมาลองซักครั้ง

เดินจนทั่วซอย ไม่พบร้านที่เหมาะกับเรา ก็เดินกลับออกมาครับ ให้ทายว่าไปไหน บ่อนสิครับ รออะไร หมดไปอีก 3000 เยน ก่อนกลับบ้าน สบายใจ แวะซื้อไอติมองุ่นของโปรดกลับไปกินปลอบใจที่โรงแรม จบวันที่สามไปได้อย่างคุ้มค่า

 

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *

Scroll to Top